ชายจีนคนหนึ่งแบกถังน้ำสองใบไว้บนบ่าเพื่อไปตักน้ำที่ริม ลำธารถังน้ำใบหนึ่งมีรอยแตก ในขณะที่อีกใบหนึ่งไร้รอยตำหนิและสามารถบรรจุน้ำกลับมาได้เต็ม ถัง...แต่ด้วยระยะทางอันยาวไกลจากลำธารกลับสู่บ้าน....จึงทำให้น้ำที่อยู่ใน ถังใบที่มีรอยแตกเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ดำเนินมาเป็นเวลา 2 ปีเต็มที่คนตักน้ำสามารถตักน้ำกลับมาบ้านได้ หนึ่งถังครึ่ง....ซึ่งแน่นอนว่าถังน้ำใบที่ไม่มีตำหนิจะรู้สึกภาคภูมิใจในผล งานเป็นอย่างยิ่ง ...ขณะเดียวกันถังน้ำที่มีรอยแตกก็รู้สึก อับอายต่อความบกพร่องของตัวเองมัน รู้สึกโศกเศร้ากับการที่มันสามารถทำหน้าที่ได้เพียงครึ่งเดียวของจุดประสงค์ ที่มันถูกสร้างขึ้นมา
หลังจากเวลา 2 ปี… ที่ถังน้ำที่มีรอยแตกมองว่าเป็นความล้มเหลวอัน ขมขื่นวันหนึ่งที่ข้างลำธาร มันได้พูดกับคนตักน้ำว่า "ข้ารู้สึกอับอายตัวเองเป็นเพราะรอยแตกที่ด้านข้างของตัวข้าที่ทำ ให้น้ำที่อยู่ข้างในไหลออกมาตลอดเส้นทาง ที่กลับไปยังบ้านของท่าน"
คนตัก น้ำตอบว่า "เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ว่ามีดอกไม้เบ่งบานอยู่ตลอดเส้นทางใน ด้านของเจ้า...แต่กลับไม่มีดอกไม้อยู่เลยในอีกด้านหนึ่งเพราะข้ารู้ว่าเจ้า มีรอยแตกอยู่....
ข้าจึงได้หว่านเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ลงข้างทางเดินด้านของเจ้า และทุกวันที่เราเดินกลับ...เจ้าก็เป็นผู้รดน้ำให้กับเล็ดพันธุ์เหล่านั้น เป็นเวลา 2 ปี ที่ข้าสามารถที่จะเก็บดอกไม้สวย ๆ เหล่า นั้นกลับมาแต่งโต๊ะกินข้าวถ้าหากปราศจากเจ้าที่เป็นเจ้าแบบนี้แล้ว..เราก็คง ไม่อาจได้รับความสวยงามแบบนี้ได้"
คนเราแต่ละคนย่อมมีข้อบกพร่องที่ เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง...แต่รอยตำหนิและข้อบกพร่องที่เราแต่ละคนมีนั้นอาจ ช่วยทำให้การอยู่ร่วมกันของเราน่าสนใจ และกลายเป็นบำเหน็จรางวัลของชีวิต ได้....สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ยอมรับคนแต่ละคนในแบบที่เขาเป็น..และมองหา สิ่งที่ดีที่สุดในตัวของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้นเอง
คนโง่ เมาคำพูด
ประครองสติไม่อยู่ จึงพลั้งพูดพล่อยบ่อยๆ
สร้างกรรม และศัตรูมากมาย
คนฉลาด บ้าความคิด เขม่าเต็มสมอง
จึงเต็มไปด้วยจิตหลอน
สร้างมายาหลอกตน และคนอื่นมากมาย
คนเจ้าปัญญา บ้าความสงบ
จึงพบสติเต็มตื่นรู้อยู่
เป็นหลักให้ตน และคนอื่นได้
ทั้ง 2 หัวข้อ คือ ว่าด้วยความบ้า และ การบริหารอารมณ์ คัดมาจาก หนังสือ
คนโง่ คนฉลาด คนเจ้าปัญญา เขียนโดย ไชย ณ พล ภาคภาษาไทย และ อังกฤษ
ล้มแล้วลุกขึ้นใหม่
จับมือจูงมือมั่นไว้
ทุกข์ใดกล้ำกรายไม่หวั่น
อุปสรรคหลากหลายกดดัน
ฝ่าฟันทุกข์ภัยร่วมกัน
หัวใจไม่กลัวทุกข์ยาก
ลำบากเพียงใดไม่หวั่น
ลุกขึ้นอีกครั้งสู้มัน
ประจัญประกาศกล้าทั่วฟ้าดิน
แม้ล้มร้อยครั้งยังสู้ไหว
หัวใจแข็งแกร่งดั่งหิน
ลมฝนกระหน่ำจนชาชิน
เช็ดน้ำตาหลั่งรินสู้อีกครา
อุปสรรคไม่นานผ่านพ้น
มีใจอดทนแกร่งกล้า
ไม่นานฟ้าใสอีกครา
ทุกข์มวลจากลาห่างไกล
หลังฝนฟ้าย่อมสดสวย
เพราะด้วยอดทนพ้นได้
ฟ้าใหม่จะงามเพียงใด
ด้วยใจมุ่งมั่นฝ่าฟัน
เดือนเกิดแสดงนิสัย!!
มกราคม
“ ทะเยอทะยาน จริงจัง อดทน
“ ชอบสั่งสอน รักการเรียนรู้ ขยันทำงานตัวเป็นเกลียว
“ มีความคิดสร้างสรรค์ ฉลาด เจ้าระเบียบ ทำอะไรเป็นแบบแผนขั้นตอน ไม่มีนอกลู่นอกทางแม้แต่น้อย
“ อ่อนไหว ช่างคิดรู้วิธีทำให้คนอื่นมีความสุข
“ ปกติจะเงียบขรึมถ้าไม่ได้กำลังตื่นเต้น หรือ เข้าสู่ภาวะคับขัน
“ สงบเสงี่ยม กระตือรือร้น
“ ห่วงใยใส่ใจคนอื่น โรแมนติกแต่ไม่ค่อยยอม แสดงออกเท่าไร
“ ติดบ้าน
“ ซื่อสัตย์
“ ไม่ค่อยชอบเข้าสังคม แถมขี้ หึงอีกต่างหาก
กุมภาพันธ์
“ ช่างฝัน รักทั้งโลกแห่งความเป็นจริงและโลกแห่งความฝัน
“ ไหวพริบปฏิภาณดี ฉลาด หากแต่บุคลิกภาพแปรปรวนไป นิด
“ เจ้า อารมณ์ เงียบ ขี้อาย สุภาพ ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง
“ ซื่อสัตย์
“ ชอบตั้งเป้าหมายในชีวิต
“ รักอิสระเหนือสิ่งอื่นใด
“ ขบถได้ง่ายถ้าถูกบีบคั้น แอบก้าวร้าวบ้างบางครั้ง แต่ที่จริงอ่อนไหวมาก เสียใจง่าย! โกรธก็ง่าย
“ ไม่ชอบเรื่องไร้สาระ ชอบคบเพื่อนฝูงใหม่ๆ น่ารักๆ
“ รักกิจการงานบันเทิงทุกชนิดโรแมนติกลึกๆ แต่ไม่แสดงออก
“ เชื่อถือโชคลาง
“ ใช้จ่ายเงินเก่ง
มีนาคม
“ มีเสน่ห์ เป็นที่รักของผู้อื่น
“ ขี้อาย สงบเสงี่ยม ลึกลับ
“ ซื่อตรง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจ รักสันติและความสงบ
“ อ่อนโยน ชอบเอาอกเอาใจคนอื่น
“ ใจเย็น ไว้ใจได้
“ เห็นค่าคนอื่น ใจดี
“ เคร่งศีลธรรม แต่ติดนิสัยชอบประเมินคนอื่น
“ เจ้าคิดเจ้าแค้น แถมยังเพ้อฝัน ชอบสร้างจินตนาการ
“ รักการเดินทาง
“ รักการเป็นจุดสนใจ
“ ใจเร็วไปนิดถ้าคิดจะลงหลักปักฐานกับใคร
“ ชอบตกแต่งบ้านเอง
“ มีพรสวรรค์ เรื่องดนตรี รักข้าวของแปลกๆ
“ ข้อควรระวังคืออารมณ์หงุดหงิดง่าย
เมษายน
“ กระตือรือร้น ไม่ชอบหยุดนิ่งอยู่กับที่
“ เข้มแข็งเด็ดขาด แต่กลับใจอ่อนอย่างไม่น่าเชื่อกับคำขอโทษ
“ ดึงดูดใจและเป็นที่รักของผู้คน ใจแข็ง
“ รักการเป็นจุดสนใจ
“ พูดจาฉลาดถนอมน้ำใจทุกฝ่าย
“ ชอบปลอบโยน
“ มนุษย์สัมพันธ์ดี ชอบเสนอแนะแก้ปัญหาให้คนอื่น
“ กล้าหาญ ชอบผจญภัย
“ สุภาพเอื้อเฟื้อ แต่เจ้าอารมณ์ ชอบกระตุ้นทั้งตัวเองและคนรอบข้าง และขี้หึงมากเช่นกัน
พฤษภาคม
“ ดื้อดึง ใจแข็ง กล้าแกร่ง
“ ตั้งใจมั่น แรงจูงใจสูง
“ หลักแหลม
“ โกรธง่าย อารมณ์แปรปรวน
“ ชอบการเป็นจุดสนใจ
“ นิ่ง ไม่ค่อยแสดงอารมณ์มากนัก
“ มีจุดยืนของตัวเอง แข็งนอก อ่อนใน
“ มีอิทธิพล แต่ก็มีเสน่ห์
“ ชอบปลอบโยนผู้อื่น
“ มีระบบระเบียบ เพ้อฝัน ถือโชคลาง
“ มีสัมผัสพิเศษ เข้าอกเข้าใจจินตนาการกว้างไกล
“ รักการเดินทาง ไม่ชอบอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ไม่ชอบหยุดนิ่ง
“ ทำงานหนัก ความรับผิดชอบสูง แต่สุรุ่ยสุร่ายไปหน่อย
มิถุนายน
“ คิดการณ์ไกล หัวก้าวหน้า
“ ใจอ่อนกับคนใจดี
“ สุภาพ พูดจาเบามีความคิดสร้างสรรค์มากมาย
“ อ่อนไหว ชอบคิดค้น เสียตรงที่ขี้ลังเล
“ ไม่รักษาเวลา
“ สนุกสนาน มีอารมณ์ขัน ชอบเรื่องตลก
“ มีทักษะดีในการโต้แย้ง ช่างพูดช่างคุย ชอบฝันกลางวัน
“ เป็นมิตร รู้ว่าจะหาเพื่อนได้อย่างไร
“ อดทน
“ ชอบแสดงออก เสียใจง่าย ชอบแต่งตัว
“ ขี้เบื่อ นานๆ จะแสดงอารมณ์ออกมาซักที ถ้าเสียใจต้องใช้เวลานานใน การเยียวยา
“ ชอบการบริหาร
“ หัวรั้น
“ ถือคติแปลกๆ ว่าใครประจบประแจงคือศัตรู ส่วนเพื่อนแท้ต้องไม่กลัวที่จะขัดใจ
| |
|
|
กรกฎาคม
“ อยู่ด้วยแล้วสนุก มีเสน่ห์
“ เก็บความลับได้ แต่ยากที่จะเข้าถึงตัวตนที่แท้จริง
“ เงียบถ้าไม่มีอะไรตื่นเต้น
“ หยิ่งทะนงในตัวเอง ช่างเลือก
“ มีความรับผิดชอบ ชอบปลอบโยนคนอื่น
“ ซื่อตรง ซื่อสัตย์
“ สนใจความรู้สึกคนรอบข้าง
“ มีไหวพริบ
“ ใจดี ไม่ผูกใจเจ็บใคร
“ ไม่ชอบเรื่องไร้สาระทั้งหลาย
“ มีอิทธิพลต่อคนอื่นทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ
“ อ่อนไหว ไม่ไว้วางใจใครง่ายๆ
“ ห่วงใยใส่ใจคนอื่น ปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างเท่าเทียม เห็นอกเห็นใจ
“ แย่ตรงที่ชอบตัดสินคนอื่นเพียงเพราะสิ่งที่สังเกตเอาเอง
“ รักการเดินทาง ศิลปะ ดนตรี และวรรณกรรม
“ เรียนดี!
“ ชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่ชอบความวุ่นวาย
“ เสียใจง่ายแถมต้องใช้เวลานานกว่าจะหาย
“ ทุ่มเททุกอย่างให้งาน
สิงหาคม
“ ชอบเรื่องตลก
“ มีเสน่ห์ สุภาพอ่อนโยน
“ ใส่ใจคนอื่น
“ กล้าหาญไม่เคยกลัวอะไรทั้งสิ้น
“ มั่นคงเด็ดเดี่ยว เป็นผู้นำเต็มตัว
“ รู้ว่าต้องดูแลปลอบโยนคนอื่นอย่างไร แต่เสียตรงที่เอื้อเฟื้อ เกินไป
“ มั่นใจตัวเองเกินไป
“ เรียกร้องต้องการการยกย่องนับถือมุ่งมั่นแรงกล้าสุดๆ
“ แถม โกรธง่ายเกินเหตุ โดยเฉพาะเมื่อถูกแหย่หรือกระตุ้น
“ ขี้หึง
“ เคร่งศีลธรรม
“ หุนหันพลันแล่น
“ ความคิดอิสระไม่ค่อยเหมือนใคร
“ รักทั้งการเป็นผู้นำและถูกนำ
“ ช่างฝัน มีพรสวรรค์เรื่องศิลปะดนตรี และกลไกการป้องกันตัว
“ อ่อนไหวเหมือนกันแต่ไม่ค่อยจะอยากยอมรับ ยุ่งเหยิงวุ่นวาย ตลอดเวลา
“ โรแมนติค รักใคร่และห่วงใยคนอื่น
“ ชอบคบหาเพื่อนฝูงใหม่ๆ
กันยายน
“ สุภาพอ่อนโยน ประนีประนอม
“ ระวังตัวแจ
“ วางขั้นตอนชีวิตอย่างเป็นแบบแผน
“ ชอบตอกย้ำจุดอ่อนคนอื่น
“ ชอบการวิพากษ์วิจารณ์
“ เยือกเย็นและสงบ
“ ใจดี เห็นอกเห็นใจคนอื่น
“ รอบรู้เรื่องต่างๆ
“ ซื่อตรง
“ ทำงานเก่ง
“ อ่อนไหว
“ ช่างคิด
“ ความจำดี สนใจใฝ่รู้
“ ชอบการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ
“ มีแรงจูงใจ เข้าอกเข้าใจ
“ เก็บความลับอยู่
“ รักกีฬากิจกรรมยามว่าง และ การเดินทาง
“ ไม่แสดงอารมณ์เสียจนเกือบจะเป็นคนเก็บกด
“ ช่างเลือกโดยเฉพาะเรื่องแฟน
ตุลาคม
“ รักการพูดคุยเป็นชีวิตจิต ใจ
“ รักทุก คนที่รักตัวเอง
“ รักการเจาะเข้าสู่จุดศูนย์กลางของเรื่องต่างๆ
“ มีเสน่ห์
“ สุภาพนุ่มนวล
“ จิตใจและรูปร่างสวยงาม
“ ไม่โกหกเสแสร้ง
“ เห็นอกเห็นใจคนอื่น
“ ให้ความสำคัญกับเพื่อน ชอบคบหาเพื่อนใหม่อยู่ เรื่อย
“ เสียใจง่ายก็จริงแต่ไม่ต้องห่วง แป๊บเดียวก็หายเศร้า
“ ชอบช่วยเหลือคนอื่น
“ ชอบฝันกลางวัน ความคิดบรรเจิด
“ มีสัมผัสพิเศษ
“ รักการเดินทาง ศิลปะ และวรรณกรรม
“ พูดจานุ่มนวล รักและใส่ใจคนอื่น โรแมนติก ขี้หึง
“ เป็นห่วงเป็นใย รักความยุติธรรม
“ เชื่อคนง่าย เพราะมองโลกสวยงาม
“ สูญเสียความเชื่อมั่นง่ายมาก
พฤศจิกายน
“ ความคิดล้านแปดเต็มหัว ยากที่จะเข้าถึง คิดการณ์ล้ำหน้า
“ โดดเด่นหัวไว ใส่ใจและชอบให้คำแนะนำ
“ อยากรู้อยากเห็น
“ รู้จักวิธีตะล่อมคุ้ยความลับ
“ ชอบคิดอยู่ตลอดเวลา
“ พูดน้อยแต่อัธยาศัยดี
“ กล้าหาญและเอื้อเฟื้อ
“ อดทน หัวรั้น ใจแข็ง ถือคติ ตราบใดที่ยังมีความหวัง ตราบนั้นก็ยังมีหนทางเสมอ
“ มีเป้าหมายในชีวิต ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ
“ โกรธยากมากถ้าไม่ถูกยั่วจนถึงขั้นจริงๆ
“ ชอบอยู่คนเดียว
“ มีแรงจูงใจในตัวเอง โดยไม่สนใจการยอมรับนับถือ จากคนอื่น
“ มั่นคง เด็ดเดี่ยว
“ รักใครรักจริง
“ เจ้าอารมณ์
“ โรแมนติก แต่ไม่ค่อยสนใจสัมพันธ์จริงจังนัก
“ รักบ้าน
“ ทำงานหนัก
“ มีความสามารถสูง
“ ไว้ใจได้
ธันวาคม
“ ซื่อสัตย์และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
“ กระตือรือร้นในการแข่งขัน และปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
“ ไม่ค่อยมีความอดทน
“ ทะเยอทะยาน มีอิทธิพลในสังคม
“ รักการเข้าสังคมมาก
“ รักการได้รับการยอมรับ การเป็นจุดสนใจ
“ รักการที่มีคนอื่นมารักตัวเอง
“ ซื่อตรงและไว้ใจได้ ไม่เสแสร้ง แต่อารมณ์เสียง่าย
“ เกลียดการถูกบีบบังคับ
“ รักเรื่องตลก มีอารมณ์ขัน
มีใครหลายคน....พยายามสร้างความมั่นใจให้ตัวเองด้วยการ "โปรยเสน่ห์"
คือ การพยายามทำทุกอย่างเพียงเพื่อเอาชนะใจคนซักคน
แม้ในใจจะคิดว่า..ไม่ได้จริงจังอะไร..แต่ถ้าทำให้ใครรักได้
ถือว่า..ประสบความสำเร็จ..และมันก็น่าสนุกทีเดียว
หรือบางที..การทำให้ผู้อื่นรัก..มันฝังอยู่ในใจมนุษย์ทุก คนอยู่แล้ว
เพียงแต่ว่า...
ใครจะกล้าแสดงมันออกมามากน้อยต่างกันเท่านั้นเอง
มันไม่น่าแปลกใจ..หากความรักที่เกิดขึ้น..
เป็นความจริงใจของทั้ง2ฝ่าย
แต่หากเป็นความรักที่ทำ..เพื่อหวังให้เขามองเราแบบชู้สาว
ทำให้เขารัก..เพียงเห็นเป็นแค่เรื่องสนุก..และอยากเอาชนะ
"ความรัก"ครั้งนี้ของเธอ..ถือว่าเป็นความรักที่อันตราย
เมื่อเราพยายามทำให้ใครรัก..
สิ่งที่เธออาจจะได้รับจากเขาคือ"ความจริงใจ"
หรือบางที..การทำให้ผู้อื่นรัก..มันฝังอยู่ในใจมนุษย์ทุก คนอยู่แล้ว
เพียงแต่ว่า...
ใครจะกล้าแสดงมันออกมามากน้อยต่างกันเท่านั้นเอง
มันไม่น่าแปลกใจ..หากความรักที่เกิดขึ้น..
เป็นความจริงใจของทั้ง2ฝ่าย
แต่หากเป็นความรักที่ทำ..เพื่อหวังให้เขามองเราแบบชู้สาว
ทำให้เขารัก..เพียงเห็นเป็นแค่เรื่องสนุก..และอยากเอาชนะ
"ความรัก"ครั้งนี้ของเธอ..ถือว่าเป็นความรักที่อันตราย
เมื่อเราพยายามทำให้ใครรัก..
สิ่งที่เธออาจจะได้รับจากเขาคือ"ความจริงใจ"
ความจริงใจ
การแกล้งทำให้เขารัก..แล้วเขารักเราจริง
เธอกำลังล้อเล่นกับ"ความรัก" ที่คนอื่นมีให้เธออย่างบริสุทธิ์ใจ
เธออาจจะไม่ทุกข์..แต่เขาทุกข์..
และมันก็ชักไม่สนุกเหมือนก่อนแล้ว
เพราะเมื่อถึงตอนนั้น..มันจะมีความวิตกกังวล..
เพราะเธอกำลังทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
เธอจะหันหลังกลับยังไง เมื่อมีคนยืนร้องไห้อยู่ข้างหลังเธอ
ความจริงใจ
การแกล้งทำให้เขารัก..แล้วเขารักเราจริง
เธอกำลังล้อเล่นกับ"ความรัก" ที่คนอื่นมีให้เธออย่างบริสุทธิ์ใจ
เธออาจจะไม่ทุกข์..แต่เขาทุกข์..
และมันก็ชักไม่สนุกเหมือนก่อนแล้ว
เพราะเมื่อถึงตอนนั้น..มันจะมีความวิตกกังวล..
เพราะเธอกำลังทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
เธอจะหันหลังกลับยังไง เมื่อมีคนยืนร้องไห้อยู่ข้างหลังเธอ
เมื่อเธอกล้า ทำร้ายใคร
เขาก็กล้าทำร้ายเธอเช่นกัน
และเมื่อถึง วันที่เธอจะรักใครจริง
เธอก็จะเข้าใจคำว่า"เกม"ที่เธอเคย เป็นฝ่ายชนะ
และเมื่อถึง วันนั้น..เธอจะต้องหยุดเล่นพร้อมๆกับ
..... น้ำตาตัวเอง
ฉันชื่อ โอกาส
ที่เมืองหนึ่งของประเทศกรีก
เคยมีรูปปั้นแกะสลักตั้งอู่ใจกลางเมือง
ปัจจุบันนี้ รูปปั้นนี้ไม่เหลือแม้แต่ซาก
แต่แผ่นที่จารึกที่บรรยายเกี่ยวกับรูปปั้นยังคงเหลืออยู่
คำบรรยายเขียนไว้ในรูปแบบการสนทนาระหว่างรูปปั้นกับคนที่เดินผ่าน ไปมา
รูปปั้นเอ๋ย ท่านชื่ออะไร
ฉันชื่อโอกาส
ใครเป็นคนแกะสลักท่านขึ้นมา
ช่างแกะสลักชื่อ ลีซีปัส
ทำไมท่านจึงยืนเขย่งเท้า?
เพื่อบ่งบอกว่าฉันอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยาม
แล้วทำไมที่เท้าของท่านจึงมีปีก
เพื่อแสดงให้เห็นว่าฉันจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว
แต่ทำไมผมด้านหน้าของท่านจึงยาวอย่างนี้
ก็เพื่อให้คนที่พบฉัน
จะได้จับฉวยไว้ได้ง่าย
แล้วทำไมหัวด้านหลังของท่านจึงล้าน
ไม่มีผมแม้แต่เส้นเดียว
ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า เมื่อฉันผ่านไปแล้ว
ก็ยากที่จะจับฉันได้ใหม่
จริงด้วย ทางด้านหน้าของ โอกาส
มีผมยาวแต่ด้านหลังล้านเกลี้ยง
เพราะเมื่อปล่อยให้
โอกาส
ผ่านไปแล้ว ก็ยากที่จะจับยึดมันกลับมาได้อีก
โอกาส จึงเร้าเตือนเราทุกคนว่า
อย่ามาต่อว่าฉัน ว่า ฉันไม่เคยมาเยี่ยมกราย
เพราะบ่อยครั้งเหลือเกินที่ฉันมาเคาะประตู
แต่เธอกลับไม่อยู่บ้าน
ทุกวัน ฉันยืนรออยู่ที่หน้าบ้านเธอ
เรียกให้เธอตื่น ให้ขยันขันแข็ง
ให้รีบตัดสินใจ
ให้ลงมือทำ
ให้ออกแรง ให้สู้
เพื่อจะได้มาซึ่งชัยชนะและความสำเร็จ
จงอย่าปล่อยให้ฉันผ่านไป
เธอจะได้ไม่ต้องนั่งเสียใจในภายหลัง
ที่ฉัน โอกาส ผ่านมา แต่เธอไม่รู้จักจับฉวย
๑. ดื่มน้ำให้มาก
๒. กินอาหารเช้าเหมือนราชา, รับประทานอาหารเที่ยงเหมือนเจ้าชายและ เมื่อถึงอาหารเย็น, ให้วาดภาพว่าตัวเองเป็นแค่ขอทาน (แปลว่ากินมือหนักที่สุดตอนเช้า, และกลาง ๆ ตอนเที่ยงและตกเย็นแล้ว, ทำตัวเป็นยาจก, ไม่มีอะไรจะกิน...สุขภาพจะเป็นอย่าง เทวดาทีเดียวเชียวแหละ)
๓. กินอาหารที่โตบนต้นและบนดิน, พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ผลิตจากโรงงาน
๔. ใช้ชีวิตบนหลักการ 3 E...นั่นคือ energy หรือพลังงาน, enthusiasm หรือกระตือตือร้น และ empathy คือเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มาก ๆ
๕. หาเวลาทำสมาธิหรือสวดมนต์เสมอ
๖. เล่นเกมสนุก ๆ เสียบ้าง, อย่าเครียดกันนักเลย
๗. อ่านหนังสือให้มากขึ้น...ตั้งเป้าว่าปี นี้จะอ่านมากกว่าปีที่ผ่านมา
๘. นั่งเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองสักวันละ 10 นาทีให้ได้
๙. นอนวันละ 7 ชั่วโมง
๑๐.เดิน สักวันละ 10 ถึง 30 นาที, แล้วแต่จะสะดวก, ไม่ต้องเครียดกับมัน, วันไหนไม่ได้เดิน, ก็อย่าหงุดหงิดกับมัน
๑๑.ระหว่าง เดิน, อย่า ลืมยิ้ม
นั่นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพกาย และใจที่ผสมปนเปกันได้เสมอ, หากทำเป็นกิจวัตร, ชีวิตก็จะแจ่มใส, แต่อย่าทำให้ตัวเองเครียดด้วยการรู้สึกผิดถ้าหากวันไหนทำ ไม่ได้ตามที่วางกำหนดเวลาของตนเอาไว้
วันนี้ทำไม่ได้, พรุ่งนี้ทำก็ได้ แต่การไม่เอาจริงเอาจังกับ ตัวเองเกินไปไม่ได้หมายถึงการผัดวันประกันพรุ่ง, ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
สูตร เกี่ยวกับบุคลิกของตัวเองที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพมีอย่างนี้
๑. อย่าเปรียบเทียบชีวิตของตัวเองกับคน อื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขามีความทุกข์ยิ่งกว่า คุณอย่างไรบ้าง
๒. อย่าคิดทางลบเกี่ยวกับเรื่องที่คุณ ควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิด ทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย
๓. อย่าทำอะไรเกินกว่าที่ตัวเองทำ ได้...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน
๔. อย่าเอาจริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขาไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก
๕. อย่าเสียเวลาและพลังงานอันมีค่าของคุณ กับเรื่องหยุมหยิมหรือเรื่องซุบซิบ....นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลาย ได้อย่างจริงจัง
๖. จงฝันตอนตื่นมากกว่าตอนหลับ
๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยาเป็น เรื่องเสียเวลาเปล่า ๆ ปลี้ ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมี แล้ว
๘. ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามีหรือ ภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุข ปัจจุบันของคุณ
๙. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธ เกลียดใคร...จงอย่าเกลียดคนอื่น
๑๐.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ
๑๑.ไม่ มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง
๑๒.จงเข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือ โรงเรียน คุณมาเพื่อเรียนรู้ และปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรซึ่งมาแล้วก็หาย ไป...เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอด ชีวิต
๑๓. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น
๑๔. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุก ครั้งที่ถกแถลงกับคนอื่นหรอก...บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกันได้... เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร
แล้ว เราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้างเราล่ะ?
๑. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ
๒. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน
๓. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง
๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6 ขวบ
๕. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน
๖. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่ เรื่องของคุณสัก หน่อย
๗. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณ ต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหาสุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็นอันขาด
และ ถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้, ก็ควรจะทำดังต่อไปนี้
๑. ทำสิ่งที่ควรทำ
๒. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์, จงทิ้งไปเสีย...เก็บไว้ทำไม?
๓. เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผล ทุกอย่างได้
๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน
๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของ ทุกวัน, จงลุก จากเตียง, แต่ง ตัวและปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงานด้วย
...get up, dress up and show up.
๖. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง
๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้าหรือสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย
๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุขเสมอ...ดังนั้น, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า?
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น